สำหรับความหมายอื่น ดูที่ อยุธยา ระวังสับสนกับ อโยธยา
อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง
พ.ศ. 1893 ถึง
พ.ศ. 2310
มีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี
อาณาจักรอยุธยานับว่าเจริญรุ่งเรืองจนอาจถือได้ว่าเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง
มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคสุวรรณภูมิ
[2] ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ
[3] เช่น
จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น
โปรตุเกส สเปน ดัตช์ (ฮอลันดา) และ
ฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึง
รัฐฉานของ
พม่า อาณาจักรล้านนา มณฑลยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และ
คาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน
[4]
กรุงศรีอยุธยา
กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2209) วาดโดยบริษัทดัตช์ตะวันออก
กรุงศรีอยุธยาเป็นเกาะซึ่งมีแม่น้ำสามสายล้อมรอบ ได้แก่
แม่น้ำป่าสักทางทิศเหนือ,
แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และ
แม่น้ำลพบุรีทางทิศตะวันออก เดิมทีบริเวณนี้ไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะ แต่
สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงดำริให้ขุดคูเชื่อมแม่น้ำทั้งสามสาย เพื่อให้เป็นปราการธรรมชาติป้องกันข้าศึก ที่ตั้งกรุงศรีอยุธยายังอยู่ห่างจาก
อ่าวไทยไม่
มากนัก ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ
และอาจถือว่าเป็น "เมืองท่าตอนใน"
เนื่องจากเป็นศุนย์กลางเศรษฐกิจของภุมิภาค
มีสินค้ากว่า40ชนิดจากสงครามและบรรณาการ แม้ว่าตัวเมืองจะไม่ติดทะเลก็ตาม
มีการประเมินว่า ราว พ.ศ. 2143 กรุงศรีอยุธยามีประชากรประมาณ 300,000 คน
และอาจสูงถึง 1,000,000 คน ราว พ.ศ. 2243
ทำให้เป็นหนึ่งในนครใหญ่ที่สุดของโลกขณะนั้น
[5] บางครั้งมีผู้เรียกกรุงศรีอยุธยาว่า "เวนิสแห่งตะวันออก"
[6][7]
ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของไทยนั้น คือ
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา[8] ตัวนครปัจจุบันถูกตั้งขึ้นใหม่ห่างจากกรุงเก่าไปไม่กี่กิโลเมตร
ประวัติ
การกำเนิด
การกำเนิดอาณาจักรอยุธยาที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดนั้น
อธิบายว่า รัฐไทยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
เจริญขึ้นมาจากราช
อาณาจักรละโว้ (ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้การควบคุมของขะแมร์) และ
อาณาจักรสุพรรณภูมิ แหล่งข้อมูลหนึ่งระบุว่า กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 เพราะภัยโรคระบาดคุกคาม
สมเด็จพระเจ้าอู่ทองจึง
ทรงย้ายราชสำนักลงไปทางใต้
ยังที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำเจ้าพระยา
บนเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำ ซึ่งในอดีตเคยเป็นนครท่าเรือเดินทะเล ชื่อ
อโยธยา (Ayothaya) หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร นครใหม่นี้ถูกขนานนามว่า
กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ซึ่งภายหลังมักเรียกว่า กรุงศรีอยุธยา แปลว่า นครที่ไม่อาจทำลายได้
[9]
พระบริหารเทพธานี อธิบายว่า ชาวไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานบริเวณตอนกลาง และตอนล่างของลุ่ม
แม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 แล้ว ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของเมืองสังขบุรี อโยธยา เสนาราชนคร และกัมโพชนคร
[10] ต่อมา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19
อาณาจักรขอมและ
สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้าอู่ทองทรงดำริจะย้ายเมืองและก่อสร้างเมืองขึ้นมาใหม่โดยส่งคณะช่างก่อสร้างไปยัง
อินเดียและได้ลอกเลียนแบบฝังเมือง
อโยธยามาสร้างและสถาปนาให้มีชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา
แหล่งข้อมูลอื่นระบุว่า
สมเด็จพระเจ้าอู่ทองเป็นพ่อค้าเชื้อสายจีนที่ร่ำรวยจากเพชรบุรี
นครชายฝั่งทางใต้ ผู้ซึ่งย้ายมาแสวงหาโชคลาภในนครอโยธยา
ชื่อของนครชี้ถึงอิทธิพลของ
ศาสนาฮินดูในภูมิภาค มีการเชื่อว่า นครแห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับมหากาพย์
รามเกียรติ์ ซึ่งดัดแปลงมาจากมหากาพย์
รามายณะของฮินดู
การขยายอาณาเขต
เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 อยุธยาก็ถูกพิจารณาว่าเป็น
ชาติมหาอำนาจแข็งแกร่งที่สุดในอุษาคเนย์แผ่นดินใหญ่
อยุธยาเริ่มครองความเป็นใหญ่โดยเริ่มจากการพิชิตราชอาณาจักรและ
นครรัฐทางเหนือ อย่างสุโขทัย
กำแพงเพชรและ
พิษณุโลก ก่อนสิ้นสุดคริสต์ศตวรรษที่ 15 อยุธยาโจมตี
เมืองพระนคร
(อังกอร์) ซึ่งเป็นมหาอำนาจของภูมิภาคในอดีต อิทธิพลของอังกอร์ค่อย ๆ
จางหายไปจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และอยุธยากลายมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทน
อย่างไรก็ดี ราชอาณาจักรอยุธยามิได้เป็นรัฐที่รวมเป็นหน่วยเดียวกัน
หากเป็นการปะติดปะต่อกันของอาณาเขต (principality) ที่ปกครองตนเอง
และประเทศราชที่สวามิภักดิ์ต่อพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาภายใต้ปริมณฑล
แห่งอำนาจ (Circle of Power) หรือระบบมณฑล (mandala)
ดังที่นักวิชาการบางฝ่ายเสนอ
[11]
อาณาเขตเหล่านี้อาจปกครองโดยพระบรมวงศานุวงศ์กรุงศรีอยุธยา
หรือผู้ปกครองท้องถิ่นที่มีกองทัพอิสระของตนเอง
ที่มีหน้าที่ให้การสนับสนุนแก่เมืองหลวงยามสงคราม ก็ได้ อย่างไรก็ดี
มีหลักฐานว่า
บางครั้งที่เกิดการกบฏท้องถิ่นที่นำโดยเจ้าหรือพระมหากษัตริย์ท้องถิ่นขึ้น
เพื่อตั้งตนเป็นเอกราช อยุธยาก็จำต้องปราบปราม
ด้วยไร้ซึ่งกฎการสืบราชสันติวงศ์และมโนทัศน์
คุณธรรมนิยม
(meritocracy) อันรุนแรง
ทำให้เมื่อใดก็ตามที่การสืบราชสันติวงศ์เป็นที่พิพาท
เจ้าปกครองหัวเมืองหรือผู้สูงศักดิ์ (dignitary)
ที่ทรงอำนาจจะอ้างคุณความดีของตนรวบรวมไพร่พลและยกทัพมายังเมืองหลวงเพื่อกด
ดันตามข้อเรียกร้อง จนลงเอยด้วย
รัฐประหารอันนองเลือดหลายครั้ง
[12]
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 อยุธยาแสดงความสนใจในคาบสมุทรมลายู ที่ซึ่ง
มะละกาเมือง
ท่าสำคัญ ประชันความเป็นใหญ่ อยุธยาพยายามยกทัพไปตีมะละกาหลายครั้ง
แต่ไร้ผล มะละกามีความเข้มแข็งทั้งทางการทูตและทางเศรษฐกิจ
ด้วยได้รับการสนับสนุนทางทหารจาก
ราชวงศ์หมิงของจีน ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 แม่ทัพเรือ
เจิ้งเหอแห่ง
ราชวงศ์หมิง ได้สถาปนาฐานปฏิบัติการแห่งหนึ่งของเขาขึ้นที่มะละกา
เป็นเหตุให้จีนไม่อาจยอมสูญเสียตำแหน่งยุทธศาสตร์นี้แก่รัฐอื่น ๆ
ภายใต้การคุ้มครองนี้
มะละกาจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นหนึ่งในคู่แข่งทางการค้าที่ยิ่งใหญ่
ของอยุธยา กระทั่งถูกโปรตุเกสพิชิตเมื่อ พ.ศ. 2054
[13]
เริ่มตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ราชอาณาจักรอยุธยาถูก
ราชวงศ์ตองอูแห่งพม่าโจมตีหลายครั้ง สงครามครั้งแรกคือ
สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ เมื่อ พ.ศ. 2091-92 แต่ล้มเหลว การรุกรานครั้งที่สองของพม่า หรือเรียกว่า "
สงครามช้างเผือก" เมื่อ พ.ศ. 2106
พระเจ้าบุเรงนองทรงบังคับให้
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิยอมจำนน พระบรมวงศานุวงศ์ทรงถูกพาไปยังอังวะ และ
สมเด็จพระมหิทรา พระราชโอรสองค์โต ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าประเทศราช
[14][15] เมื่อ พ.ศ. 2111 พม่ารุกรานอีกเป็นครั้งที่สาม และสามารถ
ยึดกรุงศรีอยุธยาได้ในปีต่อมา หนนี้พระเจ้าบุเรงนองทรงแต่งตั้ง
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเป็นเจ้าประเทศราช
[15]
การฟื้นตัว
หลังพระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2124
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชทรงประกาศเอกราชแก่กรุงศรีอยุธยาอีกสามปีให้หลัง
อยุธยาต่อสู้ป้องกันการรุกรานของรัฐหงสาวดี (พม่า) หลายครั้ง
จนในครั้งสุดท้าย
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงปลงพระชนม์เมงจีสวา (Mingyi Swa) อุปราชาของพม่า ได้ใน
สงครามยุทธหัตถีเมื่อ พ.ศ. 2136 จากนั้น อยุธยากลับเป็นฝ่ายบุกบ้าง โดยยึดชายฝั่ง
ตะนาวศรีทั้งหมดขึ้นไปจนถึง
เมาะตะมะใน พ.ศ. 2138 และ
ล้านนาใน พ.ศ. 2145 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงถึงกับรุกรานเข้าไปในพม่าลึกถึง
ตองอูใน
พ.ศ. 2143 แต่ทรงถูกขับกลับมา หลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตเมื่อ
พ.ศ. 2148 ตะนาวศรีตอนเหนือและล้านนาก็ตกเป็นของรัฐอังวะ (พม่า) อีกใน พ.ศ.
2157
[16] อยุธยาพยายามยึดรัฐล้านนาและตะนาวศรีตอนเหนือกลับคืนระหว่าง พ.ศ. 2205-07 แต่ล้มเหลว
[17]
การค้าขายกับต่างชาติไม่เพียงแต่ให้อยุธยามีสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น
แต่ยังได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ ด้วย กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17
ระหว่างรัชสมัย
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช อยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองมาก
[18]
แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 อยุธยาค่อย ๆ
สูญเสียการควบคุมเหนือหัวเมืองรอบนอก
ผู้ว่าราชการท้องถิ่นใช้อำนาจของตนอย่างอิสระ
และเริ่มเกิดการกบฏต่อเมืองหลวงขึ้น
การล่มสลาย
หลังจากยุคสมัยอันนองเลือดแห่งการต่อสู้ของราชวงศ์ กรุงศรีอยุธยาเข้าสู่
"ยุคทอง" สมัยที่ค่อนข้างสงบในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อศิลปะ
วรรณกรรมและการเรียนรู้เฟื่องฟู ยังมีสงครามกับต่างชาติ
กรุงศรีอยุธยาสู้รบกับเจ้าเหงียน (Nguyễn Lords)
ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้ เพื่อการควบคุมกัมพูชา เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.
2258 แต่ภัยคุกคามที่ใหญ่กว่ามาจากพม่า ซึ่ง
ราชวงศ์อลองพญาใหม่ได้ผนวก
รัฐฉานเข้ามาอยู่ในอำนาจ
ช่วง 50 ปีสุดท้ายของราชอาณาจักรมีการสู้รบอันนองเลือดระหว่างเจ้านาย
โดยมีพระราชบัลลังก์เป็นเป้าหมายหลัก
เกิดการกวาดล้างข้าราชสำนักและแม่ทัพนายกองที่มีความสามารถตามมา
สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศ) พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้าย บังคับให้
สมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร พระอนุชา ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ขณะนั้น สละราชสมบัติและขึ้นครองราชย์แทน
พ.ศ. 2303
พระเจ้าอลองพญา ทรงยกทัพ
รุกรานอาณาจักรอยุธยา หลังจากอยุธยาว่างเว้นศึกภายนอกมานานกว่า 150 ปี จะมีก็เพียงการนำไพร่พลเข้าต่อตีกันเองเพื่อแย่งชิงอำนาจเท่านั้น
[19] ซึ่งในขณะนั้น อยุธยาเกิดการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่าง
เจ้าฟ้าเอกทัศกับ
เจ้าฟ้าอุทุมพร อย่างไรก็ดี พม่าไม่อาจหักเอากรุงศรีอยุธยาได้ในการทัพครั้งนั้น
แต่ใน พ.ศ. 2308
พระเจ้ามังระ
พระราชโอรสแห่งพระเจ้าอลองพญา ทรงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน
และเตรียมการกว่าสามปี มุ่งเข้าตีอาณาจักรอยุธยาพร้อมกันทั้งสองด้าน
ฝ่ายอยุธยาต้านทาน
การล้อมของทัพพม่าไว้
ได้ 14 เดือน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการกองทัพรัฐอังวะได้ เนื่องจากมีกำลังมาก
และต้องการทำลายศูนย์อำนาจอย่างอยุธยาลงให้สิ้นซากเพื่อป้องกันการกลับมามี
อำนาจ อีกทั้งกองทัพอังวะยังติดศึกกับจีนราชวงศ์ชิงอยู่เนือง ๆ
หากปล่อยให้เกิดการสู้รบยืดเยื้อต่อไปอีก ก็จะเป็นภัยแก่อังวะ
และมีสงครามไม่จบสิ้น ในที่สุดกองทัพอังวะสามารถหักเข้าพระนครได้ในวันที่
7 เมษายน พ.ศ. 2310
พระมหากษัตริย์
พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา มี 5 ราชวงศ์ คือ
- ราชวงศ์อู่ทอง มีกษัตริย์ 3 พระองค์
- ราชวงศ์สุพรรณภูมิ มีกษัตริย์ 13 พระองค์
- ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ 7 พระองค์
- ราชวงศ์ปราสาททอง มีกษัตริย์ 4 พระองค์
- ราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ 6 พระองค์
รวมมีพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น 33 พระองค์
รายพระนาม
การปกครอง
ช่วงแรกมีการปกครองคล้ายคลึงกับในสมัยสุโขทัย
พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์ปกครองโดยตรงในราชธานี
หากทรงใช้อำนาจผ่านข้าราชการและขุนนางเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีระบบการปกครองภายในราชธานีที่เรียกว่า
จตุสดมภ์ ตามการเรียกของ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ[20] อันได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา
การปกครองนอกราชธานี ประกอบด้วย เมืองหน้าด่าน เมืองชั้นใน
เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช
โดยมีรูปแบบกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางค่อนข้างมาก
[21]
เมืองหน้าด่าน ได้แก่ ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี
ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้งสี่ทิศ ระยะเดินทางจากราชธานีสองวัน
พระมหากษัตริย์ทรงส่งเชื้อพระวงศ์ที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง
แต่รูปแบบนี้นำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง
เมืองชั้นในทรงปกครองโดยผู้รั้ง
ถัดออกไปเป็นเมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองชั้นนอก
ปกครองโดยเจ้าเมืองที่สืบเชื้อสายมาแต่เดิม
มีหน้าที่จ่ายภาษีและเกณฑ์ผู้คนในราชการสงคราม
[21] และสุดท้ายคือเมืองประเทศราช พระมหากษัตริย์ปล่อยให้ปกครองกันเอง เพียงแต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ราชธานีทุกปี
ต่อมา
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
(ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031)
ทรงยกเลิกระบบเมืองหน้าด่านเพื่อขจัดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ
และขยายอำนาจของราชธานีโดยการกลืนเมืองรอบข้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชธานี
[22]
สำหรับระบบจตุสดมภ์ ทรงแยกกิจการพลเรือนออกจากกิจการทหารอย่างชัดเจน
ให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสมุหนายกและสมุหกลาโหมตามลำดับ
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อกรมและชื่อตำแหน่งเสนาบดี
แต่ยังคงไว้ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเดิม
ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคมีลักษณะเปลี่ยนไปในทางการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์
กลางให้มากที่สุด โดยให้เมืองชั้นนอกเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของราชธานี
มีระบบการปกครองที่ลอกมาจากราชธานี
[23]
มีการลำดับความสำคัญของหัวเมืองออกเป็นชั้นเอก โท ตรี
สำหรับหัวเมืองประเทศราชนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาก
นัก
หากแต่พระมหากษัตริย์จะมีวิธีการควบคุมความจงรักภักดีต่อราชธานีหลายวิธี
เช่น การเรียกเจ้าเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ
หรือมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกหรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี
การอภิเษกสมรสโดยการให้ส่งราชธิดามาเป็นสนม
และการส่งข้าราชการไปปกครองเมืองใกล้เคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยส่งข่าว
ซึ่งเมืองที่มีหน้าที่ดังกล่าว เช่น พิษณุโลกและนครศรีธรรมราช
[24]
ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา (ครองราชย์ พ.ศ. 2231-2246)
ทรงกระจายอำนาจทางทหารซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับสมุหกลาโหมแต่ผู้เดียวออกเป็นสาม
ส่วน โดยให้สมุหกลาโหมเปลี่ยนไปควบคุมกิจการทหารในราชธานี
กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางใต้
ให้สมุหนายกควบคุมกิจการพลเรือนในราชธานี
กิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองทางเหนือ และพระโกษาธิบดี
ให้ดูแลกิจการทหารและพลเรือนของหัวเมืองตะวันออก ต่อมา สมัย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (2275-2301) ทรงลดอำนาจของสมุหกลาโหมเหลือเพียงที่ปรึกษาราชการ และให้หัวเมืองทางใต้ไปขึ้นกับพระโกษาธิบดีด้วย
[25]
นอกจากนี้ ในสมัย
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
(ครองราชย์ พ.ศ. 2112-2133) ยังได้จัดกำลังป้องกันราชธานีออกเป็นสามวัง
ได้แก่ วังหลวง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางเหนือ วังหน้า
มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันออก และวังหลัง
มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันตก
ระบบดังกล่าวใช้มาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
[25]
พัฒนาการของกรุงศรี
คนไทยไม่เคยขาดแคลนเสบียงอาหารอันอุดมสมบูรณ์
ชาวนาปลูกข้าวเพื่อการบริโภคของตนเองและเพื่อจ่ายภาษี
ผลผลิตส่วนที่เหลืออยู่ใช้สนับสนุนสถาบันศาสนา อย่างไรก็ดี
ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 15
มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตในการปลูกข้าวของไทย บนที่สูง
ซึ่งปริมาณฝนไม่เพียงพอ
ต้องได้รับน้ำเพิ่มจากระบบชลประทานที่ควบคุมระดับน้ำในที่นาน้ำท่วม
คนไทยหว่านเมล็ดข้าวเหนียวที่ยังเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หลักในภาคเหนือและตะวัน
ออกเฉียงเหนือปัจจุบัน แต่ในที่ราบน้ำท่วมถึงเจ้าพระยา
ชาวนาหันมาปลูกข้าวล้ายชนิด ที่เรียกว่า
ข้าวขึ้นน้ำหรือ
ข้าวนาเมือง (floating rice) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยาวเรียว
ไม่เหนียวที่รับมาจากเบงกอล
ซึ่งจะเติบโตอย่างรวดเร็วทันพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในที่ลุ่ม
[26]
สายพันธุ์ใหม่นี้เติบโตอย่างง่ายดายและอุดมสมบูรณ์
ทำให้มีผลผลิตส่วนเกินที่สามารถขายต่างประเทศได้ในราคาถูก ฉะนั้น
กรุงศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ใต้สุดของที่ราบน้ำท่วมถึง
จึงกลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์
แรงงานกอร์เวขุดคลองซึ่งจะมีการนำข้าวจากนาไปยังเรือของหลวงเพื่อส่งออกไป
ยังจีน ในขบวนการนี้
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา
หาดโคลนระหว่างทะเลและดินแน่นซึ่งถูกมองว่าไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย
ถูกถมและเตรียมดินสำหรับเพาะปลูก ตามประเพณี
พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อประสาทพรการปลูกข้าว
[26]
แม้ข้าวจะอุดมสมบูรณ์ในกรุงศรีอยุธยา แต่การส่งออกข้าวก็ถูกห้ามเป็นบางครั้งเมื่อเกิด
ทุพภิกขภัย
เพราะภัยพิบัติธรรมชาติหรือสงคราม
โดยปกติขาวถูกแลกเปลี่ยนกับสินค้าฟุ่มเฟือยและอาวุธยุทธภัณฑ์จากชาวตะวันตก
แต่การปลูกข้าวนั้นมีเพื่อตลาดภายในประเทศเป็นหลัก
และการส่งออกข้าวนั้นเชื่อถือไม่ได้อย่างชัดเจน
การค้ากับชาวยุโรปคึกคักในคริสต์ศตวรรษที่ 17 อันที่จริง
พ่อค้ายุโรปขายสินค้าของตน ซึ่งเป็นอาวุธสมัยใหม่ เช่น
ไรเฟิลและปืนใหญ่ เป็นหลัก กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากป่าในแผ่นดิน เช่น ไม้สะพาน หนังกวางและข้าว
โทเม ปิเรส
นักเดินเรือชาวโปรตุเกส กล่าวถึงในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ว่า
กรุงศรีอยุธยานั้น "อุดมไปด้วยสินค้าดี ๆ"
พ่อค้าต่างชาติส่วนมากที่มายังกรุงศรีอยุธยาเป็นชาวยุโรปและชาวจีน
และถูกทางการเก็บภาษี ราชอาณาจักรมีข้าว เกลือ ปลาแห้ง เหล้าโรง (arrack)
และพืชผักอยู่ดาษดื่น
[27]
การค้ากับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวฮอลันดาเป็นหลัก
ถึงระดับสูงสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 17
กรุงศรีอยุธยากลายมาเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับพ่อค้าจากจีนและญี่ปุ่น
ชัดเจนว่า ชาวต่างชาติเริ่มเข้ามามีส่วนในการเมืองของราชอาณาจักร
พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาวางกำลังทหารรับจ้างต่างด้าวซึ่งบางครั้งก็เข้า
ร่วมรบกับอริราชศัตรูในศึกสงคราม อย่างไรก็ดี
หลังจากการกวาดล้างชาวฝรั่งเศสในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17
ผู้ค้าหลักของกรุงศรีอยุธยาเป็นชาวจีน ฮอลันดาจาก
บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ยังมีการค้าขายอยู่ เศรษฐกิจของอาณาจักรเสื่อมลงอย่างรวดเร็วในคริสต์ศตวรรษที่ 18
[26]
มาตราเงินที่สำคัญในสมัยอยุธยา
เบี้ย เงินปลีกที่มีค่าน้อยที่สุดในระบบเงินตรา
เป็นเปลือกหอยน้ำเค็มชนิดหอยเบี้ยที่มีอยู่หลายชนิด
แต่ที่นำมาใช้เป็นเงินตราเป็นหอยเบี้ยชนิด จั่นและเบี้ยนาง
มีมากบริเวณหมู่เกาะปะการังมัลดีฟ ทางใต้ของเกาะซีลอน
พ่อค้าชาวต่างประเทศเป็นผู้นำมาขายในอัตรา ๖๐๐ ถึง ๑,๐๐๐
เบี้ยต่อเงินเฟื้องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความต้องการและปริมาณเบี้ยที่มีอยู่
เมื่อเบี้ยเป็นเงินตราที่มีค่าต่ำที่สุด
เบี้ยจึงเป็นเงินตราในระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนสามารถมีและ เป็นเจ้าของได้
คำว่า “เบี้ย” จึงปรากฏเป็นสำนวนในภาษาไทยจำนวนมาก
และต่างมีความหมายว่าเป็นเงินตราทั้งสิ้น
เมื่อเบี้ยเป็นเงินสามัญที่ทุกคนรู้จักและมีได้ กฎหมายจึงกำหนดการ
ปรับเบี้ยจากผู้ที่ทำผิด เบี้ยจึงเป็นชนิดของเงินตราที่สำคัญ
จำเป็นต้องใช้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองที่พึ่งเงินตราชนิดราคาสูง ๆ น้อยมาก
แต่เบี้ยที่เป็นเปลือกหอย
เป็นสิ่งที่ไม่ทนทานมักแตกหักกะเทาะเสียหายได้ง่ายความต้องการหอยเบี้ยจึงมี
อยู่เสมอ ดังนั้น
ในบางครั้งที่ไม่มีพ่อค้านำหอยเบี้ยเข้ามาขายจนเกิดขาดแคลนเบี้ยขึ้น
ทางการจึงต้องจัดทำเงิน ตราชั้วคราวขึ้นใช้แทน โดยทำด้วยดินเผามีขนาดเล็ก
ตีตรารูปกินรี ราชสีห์ ไก่ และกระต่ายขึ้น ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ
(พ.ศ. ๒๒๗๖-๓๒๐๑) เรียกว่า “ประกับ”
พดด้วง เป็นเงินตราที่มีค่าสูง ทำจากโลหะเงิน
ซึ่งได้มาจากการค้าต่างประเทศ
บางตามมาตราน้ำหนักของไทยที่มีมูลค่าเหมาะสมแก่มาตรฐานการครองชีพในแต่ละ
รัชกาล ได้แก่ ตำลึง บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง และไพ
สำหรับชนิดหนักตำลึงนั้นเนื่องจากมีมูลค่าสูงเกินไป
ส่วนชนิดราคากึ่งบาทนั้นมีมูลค่าไม่เหมาะสมแก่ค่าครองชีพ ไม่สะดวกกับการใช้
จึงผลิตขึ้นน้อยมาก และมีเฉพาะในสมัยอยุธยาตอนต้นเท่านั้น
การผลิตเงินพดด้วงเป็นการดำเนินของทางการทั้งหมดนับตั้งแต่ชั่งน้ำหนัก
เศษเงิน ตัดแบ่ง นำไปหลอม เป็นรูปทรงกลมยาวเหมือนลูกสมอจีนแล้ว
จึงทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากัน ใช้สิ่วบาก
ที่ขาทั้งสองข้างให้เห็นเนื้อเงินภายใน ซึ่งต่อมารอยบากนี้จึงค่อย ๆ
เล็กลงจนหายไป แต่เกิดรอยที่เรียกว่า รอยเม็ดข้าวสารขึ้นมาแทน
และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นโดยยอมรับเงินพดด้วงว่าเป็น
“เงินตรา” ในหมู่ประชาชน
ทั้งเป็นการแสดงถึงความถูกต้องของน้ำหนักและอำนาจหน้าที่ในการผลิตเงินตรา
จึงมีการประทับตราของทางการลงบนพดด้วงทุกเม็ดมาตั้งแต่ต้น
พดด้วงชนิดหนักหนึ่งบาทสมัยอยุธยาประทับตราสองดวง
ด้านบนเป็นตราจักรสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ ใช้แทนองค์พระเจ้าแผ่นดินที่ทรง
เป็นสมมุติเทพของพระนารายณ์
ส่วนด้านหน้าประทับตรารัชกาลที่ผลิตเงินพดด้วงขึ้น
เท่าที่พบนั้นปรากฏว่ามีตราทั้ง ๒ ประมาณ ๒๐ แบบ น้
อยกว่าพระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีถึง ๓๓
พระองค์มากเนื่องจากหลายรัชกาลที่ครองราชย์สมบัติในระยะสั้น ๆ
หรือมีพระชันษาน้ อย
ยังไม่ทันโปรดให้ผลิตเงินตราประจำรัชกาลขึ้นก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน
นอกจากนี้ยังมีเพียงตราพุ่มข้าวบิณฑ์เพียงตราเดียวที่ทราบจากบันทึกของ เดอ
ลา ลูแบร์ ผู้เข้ามากับคณะทูตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส
ว่าเป็นตราในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. ๒๑๙๙-๒๒๓๑
พดด้วงชนิดอื่น ๆ นิยมตีตราเพียงตราเดียว ได้แก่ ตราสังข์ ช้าง
สังข์กระหนก ที่ออกแบบให้ต่างกัน ออกไปในแต่ละรัชกาล
นอกจากนี้ยังมีการผลิตพดด้วงทองคำขึ้นใช้บ้าง
ในรัชกาลที่มีการค้าเฟื่องฟูมากแต่ก็เป็นพดด้วงขนาดเฟื้องเท่านั้น
และโดยเหตุที่การค้าต่างประเทศผูกผันกับปริมาณเงินพดด้วง
โดยตรงอย่างใกล้ชิด เมื่อการค้ารุ่งเรืองมีเงินแท่งเข้ามามาก
ทางการก็ผลิตเงินพดด้วงจำนวนมากขึ้น เพื่อใช้ซื้อสินค้าส่งไปขายต่างประเทศ
ปริมาณเงินพดด้วงที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจึงมีมากขึ้น ด้วย ในทางกลับกัน
เมื่อการค้าต่างประเทศซบเซาลง ปริมาณเงินพดด้วงในท้องตลาดก็ลดลง ด้วยความ
เกี่ยวพันกันนี้เองปริมาณเงินพดด้วงที่มีตราประจำรัชกาลเดียวกันจะมีจำนวน
มากหรือจำนวนน้อยนอก
จากจะเป็นการบอกให้ทราบถึงความสั้นหรือยาวนานในการครองราชย์สมบัติของแต่ละ
รัชกาลแล้ว ยัง
เป็นเครื่องชี้ให้ทราบถึงความเจริญรุ่งเรืองหรือความเสื่อมในระบบเศรษฐกิจ
และการค้าของรัชกาลนั้น ๆ ในสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
นอกจากนี้การที่ในสมัยอยุธยามีพดด้วงขนาดตั้งแต่น้ำหนักสลึงลงไปเป็นจำนวน
มากที่สุด
ในขณะที่พดด้วงขนาดกึ่งบาทและขนาดตำลึงมีการผลิตขึ้นใช้เฉพาะสมัยอยุ
ธยาตอนต้นเท่านั้น และหลังจากนั้นแล้วไม่มีการผลิตขึ้นอีก
ก็ย่อมแสดงให้ทราบถึงระดับค่าครองชีพ
ตลอดจนฐานะของผู้คนที่อยู่ในระบบไพร่ตลอดสมัยอยุธยาได้เป็นอย่างดี
ระบบมาตราเงินที่สำคัญในสมัยอยุธยา
- 1 ชั่ง เท่ากับ 20 ตำลึง
- 1 ตำลึง เท่ากับ 4 บาท
- 1 บาท เท่ากับ 4 สลึง
- 2 สลึง เท่ากับ 1 เฟื้อง
- 1 เฟื้อง เท่ากับ 4 ไพ
- 1 เฟื้อง เท่ากับ 50 สตางค์
- 1 ไพ เท่ากับ 100 เบี้ย
- 2 กล่ำ เท่ากับ 1 ไพ
พัฒนาการทางสังคมและการเมือง
นับแต่การปฏิรูปของ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย์อยุธยาทรงอยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งลำดับชั้นทางสังคมและการเมืองที่จัดช่วงชั้นอย่างสูง ซึ่งแผ่ไปทั่ว
ราชอาณาจักร
ด้วยขาดหลักฐาน จึงเชื่อกันว่า
หน่วยพื้นฐานของการจัดระเบียบสังคมในราชอาณาจักรอยุธยา คือ ชุมชนหมู่บ้าน
ที่ประกอบด้วยครัวเรือนครอบครัวขยาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่กับผู้นำ
ที่ถือไว้ในนามของชุมชน
แม้ชาวนาเจ้าของทรัพย์สินจะพอใจการใช้ที่ดินเฉพาะเท่าที่ใช้เพาะปลูกเท่า
นั้น
[28] ขุนนางค่อย ๆ กลายไปเป็น
ข้าราชสำนัก (หรืออำมาตย์) และผู้ปกครองบรรณาการ (tributary ruler) ในนครที่สำคัญรองลงมา ท้ายที่สุด พระมหากษัตริย์ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็น
พระศิวะ (หรือ
พระวิษณุ) ลงมาจุติบนโลก และทรงกลายมาเป็นสิ่งมงคลแก่พิธีปฏิบัติในทางการเมือง-ศาสนา ที่มี
พราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธี ซึ่งเป็นข้าราชบริพารในราชสำนัก ในบริบทศาสนาพุทธ เทวราชาเป็น
พระโพธิสัตว์ ความเชื่อในเทวราชย์ (divine kingship) คงอยู่ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 แม้ถึงขณะนั้น นัยทางศาสนาของมันจะมีผลกระทบจำกัดก็ตาม
เมื่อมีที่ดินสำรองเพียงพอสำหรับการกสิกรรม
ราชอาณาจักรจึงอาศัยการได้มาและการควบคุมกำลังคนอย่างพอเพียงเพื่อเป็นผู้
ใช้แรงงานในไร่นาและการป้องกันประเทศ
การเติบโตอย่างรวดเร็วของอยุธยานำมาซึ่งการสงครามอย่างต่อเนื่อง
และเนื่องจากไม่มีแว่นแคว้นใดในภูมิภาคมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยี
ผลแห่งยุทธการจึงมักตัดสินด้วยขนาดของกองทัพ
หลังจากการทัพที่ได้รับชัยชนะในแต่ละครั้ง
อยุธยาได้กวาดต้อนผู้คนที่ถูกพิชิตกลับมายังราชอาณาจักรจำนวนหนึ่ง
ที่ซึ่งพวกเขาจะถูกกลืนและเพิ่มเข้าไปในกำลังแรงงาน
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสถาปนาระบบ
กอร์เว (Corvée) แบบไทยขึ้น ซึ่งเสรีชนทุกคนจำต้องขึ้นทะเบียนเป็นข้า (หรือ
ไพร่)
กับเจ้านายท้องถิ่น เป็นการใช้แรงงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ
ไพร่ชายต้องถูกเกณฑ์ในยามเกิดศึกสงคราม เหนือกว่าไพร่คือนาย
ผู้รับผิดชอบต่อราชการทหาร แรงงานกอร์เวในการโยธาสาธารณะ
และบนที่ดินของข้าราชการที่เขาสังกัด ไพร่ส่วยจ่ายภาษีแทนการใช้แรงงาน
หากเขาเกลียดการใช้แรงงานแบบบังคับภายใต้นาย
เขาสามารถขายตัวเป็นทาสแก่นายหรือเจ้าที่น่าดึงดูดกว่า
ผู้จะจ่ายค่าตอบแทนแก่การสูญเสียแรงงานกอร์เว จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19
กำลังคนกว่าหนึ่งในสามเป็นไพร่
[28]
ระบบไพร่เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมากเมื่อเทียบกับสมัยสุโขทัย
[29] โดยกำหนดให้ชายทุกคนที่สูงตั้งแต่ 1.25 เมตรขึ้นไปต้องลงทะเบียนไพร่
[29]
ระบบไพร่มีความสำคัญต่อการรักษาอำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์
เพราะหากเจ้านายหรือขุนนางเบียดบังไพร่ไว้เป็นจำนวนมากแล้ว
ย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพของราชบัลลังก์
ตลอดจนส่งผลให้กำลังในการป้องกันอาณาจักรอ่อนแอ ไม่เป็นปึกแผ่น นอกจากนี้
ระบบไพร่ยังเป็นการเกณฑ์แรงงานเพื่อใช้ประโยชน์ในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ
ซึ่งล้วนแต่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานชีวิตและความมั่นคงของอาณาจักร
[30]
ความมั่งคั่ง สถานภาพ และอิทธิพลทางการเมืองสัมพันธ์ร่วมกัน
พระมหากษัตริย์ทรงแบ่งสรรนาข้าวให้แก่ข้าราชสำนัก ผู้ว่าราชการท้องถิ่น
ผู้บัญชาการทหาร เป็นการตอบแทนความดีความชอบที่มีต่อพระองค์ ตามระบบ
ศักดินา
ขนาดของการแบ่งสรรแก่ข้าราชการแต่ละคนนั้นตัดสินจากจำนวนไพร่หรือสามัญชนที่
เขาสามารถบัญชาให้ทำงานได้
จำนวนกำลังคนที่ผู้นำหรือข้าราชการสามารถบัญชาได้นั้น
ขึ้นอยู่กับสถานภาพของผู้นั้นเทียบกับผู้อื่นในลำดับขั้นและความมั่งคั่งของ
เขา ที่ยอดของลำดับขั้น
พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักร
ตามทฤษฎีแล้วทรงบัญชาไพร่จำนวนมากที่สุด เรียกว่า ไพร่หลวง
ที่มีหน้าที่จ่ายภาษี รับราชการในกองทัพ และทำงานบนที่ดินของพระมหากษัตริย์
[28]
อย่างไรก็ดี การเกณฑ์กองทัพขึ้นอยู่กับมูลนาย
ที่บังคับบัญชาไพร่สมของตนเอง
มูลนายเหล่านี้จำต้องส่งไพร่สมให้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของพระมหากษัตริย์ใน
ยามศึกสงคราม ฉะนั้น มูลนายจึงเป็นบุคคลสำคัญในการเมืองของอยุธยา
มีมูลนายอย่างน้อยสองคนก่อรัฐประหารยึดราชบัลลังก์มาเป็นของตน
ขณะที่การสู้รบนองเลือดระหว่างพระมหากษัตริย์กับมูลนายหลังจากการกวาดล้าง
ข้าราชสำนัก พบเห็นได้บ่อยครั้ง
[28]
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงกำหนดการแบ่งสรรที่ดินและไพร่ที่แน่นอนให้แก่
ข้าราชการแต่ละขั้นในลำดับชั้นบังคับบัญชา
ซึ่งกำหนดโครงสร้างสังคมของประเทศกระทั่งมีการนำระบบเงินเดือนมาใช้แก่ข้า
ราชการในสมัยรัตนโกสินทร์
[28]
พระสงฆ์อยู่นอกระบบนี้ ซึ่งชายไทยทุกชนชั้นสามารถเข้าสู่ชนชั้นนี้ได้ รวมถึงชาวจีนด้วย
วัดกลาย
มาเป็นศูนย์กลางการศึกษาและวัฒนธรรม ระหว่างช่วงนี้
ชาวจีนเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยา
และไม่นานก็เริ่มควบคุมชีวิตเศรษฐกิจของประเทศ
อันเป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นช้านานอีกประการหนึ่ง
[28]
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงเป็นผู้รวบรวม
ธรรมศาสตร์
(Dharmashastra)
ประมวลกฎหมายที่อิงที่มาในภาษาฮินดูและธรรมเนียมไทยแต่โบราณ
ธรรมศาสตรายังเป็นเครื่องมือสำหรับกฎหมายไทยกระทั่งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
มีการนำระบบข้าราชการประจำที่อิงลำดับชั้นบังคับบัญชาของข้าราชการที่มีชั้น
ยศและบรรดาศักดิ์มาใช้ และมีการจัดระเบียบสังคมในแบบที่สอดคล้องกัน
แต่ไม่มีการนำ
ระบบวรรณะในศาสนาฮินดูมาใช้
[31]
หลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพจากพม่า
พระองค์ทรงจัดการรวมการปกครองประเทศอยู่ใต้ราชสำนักที่กรุงศรีอยุธยาโดยตรง
เพื่อป้องกันมิให้ซ้ำรอย
พระราชบิดาที่แปรพักตร์เข้ากับฝ่ายพม่าเมื่อครั้ง
การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง
พระองค์ทรงยุติการเสนอชื่อเจ้านายไปปกครองหัวเมืองของราชอาณาจักร
แต่แต่งตั้งข้าราชสำนักที่คาดว่าจะดำเนินนโยบายที่พระมหากษัตริย์ส่งไป
ฉะนั้น เจ้านายทั้งหลายจึงถูกจำกัดอยู่ในพระนคร
การช่วงชิงอำนาจยังคงมีต่อไป
แต่อยู่ใต้สายพระเนตรที่คอยระวังของพระมหากษัตริย์
[32]
เพื่อประกันการควบคุมของพระองค์เหนือชนชั้นผู้ว่าราชการใหม่นี้
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีกฤษฎีกาให้เสรีชนทุกคนที่อยู่ในระบบไพร่มาเป็นไพร่
หลวง ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง
ซึ่งจะเป็นผู้แจกจ่ายการใช้งานแก่ข้าราชการ
วิธีการนี้ให้พระมหากษัตริย์ผู้ขาดแรงงานทั้งหมดในทางทฤษฎี
และเนื่องจากพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของกำลังของทุกคน
พระองค์ก็ทรงครอบครองที่ดินทั้งหมดด้วย ตำแหน่งรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการ
และศักดินาที่อยู่กับพวกเขา
โดยปกติเป็นตำแหน่งที่ตกทอดถึงทายาทในไม่กี่ตระกูลที่มักมีความสัมพันธ์กับ
พระมหากษัตริย์โดยการแต่งงาน อันที่จริง
พระมหากษัตริย์ไทยใช้การแต่งงานบ่อยครั้งเพื่อเชื่อมพันธมิตรระหว่างพระองค์
กับตระกูลที่ทรงอำนาจ
ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์
ผลของนโยบายนี้ทำให้พระมเหสีในพระมหากษัตริย์มักมีหลายสิบพระองค์
[32]
หากแม้จะมีการปฏิรูปโดยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ตาม
ประสิทธิภาพของรัฐบาลอีก 150 ปีถัดมาก็ยังไม่มั่นคง
พระราชอำนาจนอกที่ดินของพระมหากษัตริย์ แม้จะเด็ดขาดในทางทฤษฎี
แต่ในทางปฏิบัติถูกจำกัดโดยความหละหลวมของการปกครองพลเรือน
อิทธิพลของรัฐบาลกลางและพระมหากษัตริย์อยู่ไม่เกินพระนคร
เมื่อเกิดสงครามกับพม่า หัวเมืองต่าง ๆ ทิ้งพระนครอย่างง่ายดาย
เนื่องจากกำลังที่บังคับใช้ไม่สามารถเกณฑ์มาป้องกันพระนครได้โดยง่าย
กรุงศรีอยุธยาจึงไม่อาจต้านทานพม่าผู้รุกรานได้
[32]
ประชากรศาสตร์
กลุ่มชาติพันธุ์
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 อาณาจักรอยุธยามีประชากรประมาณ 1,900,000 คน ซึ่งนับชายหญิงและเด็กอย่างครบถ้วน
[33] แต่ลาลูแบร์กล่าวว่า ตังเลขดังกล่าวน่าจะไม่ถูกต้องเนื่องจากมีผู้หนีการเสียภาษีอากรไปอยู่ตามป่าตามดงอีกมาก
[34] มีกลุ่มชาติพันธุ์หลักคือ
ไทยสยาม ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใน
ตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งบรรพบุรุษของไทยสยามปรากฏหลักแหล่งของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-กะไดเก่าแก่ที่สุดอายุกว่า 3,000 ปี ซึ่งมีหลักแหล่งแถบ
กวางสี คาบเกี่ยวไปถึง
กวางตุ้งและแถบลุ่มแม่น้ำดำ-แดงใน
เวียดนามตอนบน ซึ่งกลุ่มชนนี้มีความเคลื่อนไหวไปมากับดินแดนไทยในปัจจุบันทั้งทางบกและทางทะเลและมีการเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่ขาดสาย
[35] ในยุค
อาณาจักรทวารวดีในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงหลังปี
พ.ศ. 1100 ก็มีประชากรตระกูลไทย-ลาว เป็นประชากรพื้นฐานรวมอยู่ด้วย
[35] ซึ่งเป็นกลุ่มชนอพยพลงมาจากบริเวณสองฝั่งโขงลงทางลุ่มน้ำน่านแล้วลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตกแถบ
สุพรรณบุรี ราชบุรี ถึง
เพชรบุรีและเกี่ยวข้องไปถึง
เมืองนครศรีธรรมราช[36] ซึ่งในส่วนนี้ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกเกี่ยวกับชาวสยามว่า
ชาวลาวกับชาวสยามเกือบจะเป็นชนชาติเดียวกัน[37]
เอกสารจีนที่บันทึกโดยหม่าฮวนได้กล่าวไว้ว่า ชาวเมืองพระนครศรีอยุธยาพูดจาด้วยภาษาอย่างเดียวกับกลุ่มชนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน
[35]
คือพวกที่อยู่ในมณฑลกวางตุ้งกับกวางสี
และด้วยความที่ดินแดนแถบอุษาคเนย์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์จึงมีกลุ่ม
ชาติพันธุ์หลากหลายตั้งหลักแหล่งอยู่ปะปนกันจึงเกิดการประสมประสานทางเผ่า
พันธุ์ วัฒนธรรม และภาษาจนไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน
[38] และด้วยการผลักดันของ
รัฐละโว้ ทำให้เกิดรัฐอโยธยาศรีรามเทพนคร ภายหลังปี
พ.ศ. 1700 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมหลายอย่าง
[38]
ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรือง
กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
เชลยที่ถูกกวาดต้อน
ตลอดจนถึงชาวเอเชียและชาวตะวันตกที่เข้ามาเพื่อการค้าขาย
ในกฎมนเทียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยาได้เรียกชื่อชนพื้นเมืองต่าง ๆ ได้แก่
"แขกขอมลาวพม่าเมงมอญมสุมแสงจีนจามชวา..."[39] ซึ่งมีการเรียกชนพื้นเมืองที่อาศัยปะปนกันโดยไม่จำแนกว่า
ชาวสยาม[39] ในจำนวนนี้มี
ชาวมอญอพยพเข้ามาในสมัย
สมเด็จพระมหาธรรมราชา,
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช,
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง,
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เนื่องจากชาวมอญไม่สามารถทนการบีบคั้นจากการปกครองของพม่าในช่วง
ราชวงศ์ตองอู จนในปี
พ.ศ. 2295 พม่าได้ปราบชาวมอญอย่างรุนแรง จึงมีการลี้ภัยเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาจำนวนมาก
[40] โดยชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำ เช่น บ้านขมิ้นริมวัดขุนแสน ตำบลบ้านหลังวัดนก ตำบลสามโคก และวัดท่าหอย
[41] ชาวเขมรอยู่วัดค้างคาว
[42] ชาวพม่าอยู่ข้างวัดมณเฑียร
[43] ส่วนชาวตังเกี๋ยและชาวโคชินไชน่า (ญวน) ก็มีหมู่บ้านเช่นกัน
[44] เรียกว่าหมู่บ้านโคชินไชน่า
[45] นอกจากนี้ชาวลาวก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยในรัชสมัยของ
สมเด็จพระราเมศวรครองราชย์ครั้งที่สอง ได้กวาดต้อนครัวลาวเชียงใหม่ส่งไปไว้ยัง
จังหวัดพัทลุง,
สงขลา,
นครศรีธรรมราช และ
จันทบุรี[46] และในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงยกทัพไปตีล้านนาในปี
พ.ศ. 2204 ได้
เมืองลำปาง,
ลำพูน,
เชียงใหม่,
เชียงแสน และได้กวาดต้อนมาจำนวนหนึ่ง
[47]เป็นต้น โดยเหตุผลที่กวาดต้อนเข้ามา ก็เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร
[48]
และนอกจากกลุ่มประชาชนแล้วกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เป็นเชลยสงครามและผู้ที่เข้า
มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีทั้งเชื้อพระวงศ์ลาว, เชื้อพระวงศ์เชียงใหม่
(Chiamay), เชื้อพระวงศ์พะโค (Banca), และเชื้อพระวงศ์กัมพูชา
[49]
นอกจากชุมชนชาวเอเชียที่ถูกกวาดต้อนมาแล้วก็ยังมีชุมชนของกลุ่มผู้ค้าขาย
และผู้เผยแผ่ศาสนาทั้งชาวเอเชียจากส่วนอื่นและชาวตะวันตก เช่น ชุมชน
ชาวฝรั่งเศสที่บ้านปลาเห็ด
[50] ปัจจุบันอยู่ทางทิศใต้นอกเกาะอยุธยาใกล้กับ
วัดพุทไธสวรรย์ ซึ่งภายหลังบ้านปลาเห็ตได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านเซนต์โยเซฟ
[51] หมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ริมแม่น้ำระหว่างหมู่บ้านชาวมอญและโรงกลั่นสุราของชาวจีน ถัดไปเป็นชุมชนชาวฮอลันดา
[52] ทางใต้ของชุมชนฮอลันดาเป็นถิ่นพำนักของ
ชาวอังกฤษ,
มลายู และ
มอญจาก
พะโค[53] นอกจากนี้ก็ยังมีชุมชนของชาวอาหรับ เปอร์เซีย และกลิงก์ (คนจากแคว้นกลิงคราษฎร์จากอินเดีย)
[54] ส่วน
ชุมชนชาวโปรตุเกสตั้งอยู่ตรงข้ามชุมชนญี่ปุ่น ชาวโปรตุเกสส่วนใหญ่มักสมรสข้ามชาติพันธุ์กับชาวสยาม จีน และมอญ
[55] ส่วนชุมชน
ชาวจาม มีหลักแหล่งแถบคลองตะเคียนทางใต้ของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเรียกว่า
ปทาคูจาม มีบทบาทสำคัญด้านการค้าทางทะเล และตำแหน่งในกองทัพเรือ เรียกว่า
อาษาจาม และเรียกตำแหน่งหัวหน้าว่า
พระราชวังสัน[56]
โขนต้องเจรจาด้วยเสียงเหน่อ ซึ่งถือเป็นสำเนียงหลวงเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา
ภาษา
สำเนียงดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยามีความเชื่อมโยงกับชนพื้นเมืองตั้งแต่ลุ่มน้ำยมที่
เมืองสุโขทัยลงมาทางลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในแถบ
สุพรรณบุรี,
ราชบุรี,
เพชรบุรี ซึ่งสำเนียงดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับสำเนียงหลวงพระบาง โดยเฉพาะสำเนียงเหน่อของสุพรรณบุรีมีความใกล้เคียงกับสำเนียงหลวงพระบาง
[57]
ซึ่งสำเนียงเหน่อดังกล่าวเป็นสำเนียงหลวงของกรุงศรีอยุธยา
ประชาชนชาวกรุงศรีอยุธยาทั้งพระเจ้าแผ่นดินจนถึงไพร่ฟ้าราษฏรก็ล้วนตรัสและ
พูดจาในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันเป็น
ขนบอยู่ในการละเล่น
โขนที่
ต้องใช้สำเนียงเหน่อ โดยหากเปรียบเทียบกับสำเนียงกรุงเทพฯ ในปัจจุบันนี้
ที่ในสมัยนั้นถือว่าเป็นสำเนียงบ้านนอกถิ่นเล็ก ๆ
ของราชธานีที่แปร่งและเยื้องจากสำเนียงมาตรฐานของกรุงศรีอยุธยา
[58] และถือว่าผิดขนบ
[57]
ภาษาดั้งเดิมของกรุงศรีอยุธยาปรากฏอยู่ใน
โองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นร้อยกรองที่เต็มไปด้วยฉันทลักษณ์ที่แพร่หลายแถบแว่นแคว้นสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์
[59] และภายหลังได้พากันเรียกว่า
โคลงมณฑกคติ เนื่องจากเข้าใจว่าได้รับแบบแผนมาจากอินเดีย
[59] ซึ่งแท้จริงคือโคลงลาว หรือ
โคลงห้า ที่เป็นต้นแบบของ
โคลงดั้นและ
โคลงสี่สุภาพ[57] โดยในโองการแช่งน้ำเต็มไปด้วยศัพท์แสงพื้นเมืองของ
ไทย-
ลาว ส่วนคำที่มาจาก
บาลี-
สันสกฤต และ
เขมรอยู่น้อย
[57] โดยหากอ่านเปรียบเทียบก็จะพบว่าสำนวนภาษาใกล้เคียงกับข้อความในจารึกสมัยสุโขทัย และ
พงศาวดารล้านช้าง[57]
ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ใกล้ทะเลและเป็นศูนย์กลางการค้านานา
ชาติทำให้สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ต่างกับบ้านเมืองแถบสองฝั่งโขงที่ห่างทะเล
อันเป็นเหตุที่ทำให้มีลักษณะที่ล้าหลังกว่าจึงสืบทอดสำเนียงและระบบความ
เชื่อแบบดั้งเดิมไว้ได้เกือบทั้งหมด
[58] ส่วนภาษาในกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับอิทธิพลของภาษาจากต่างประเทศจึงรับคำในภาษาต่าง ๆ มาใช้ เช่นคำว่า
กุหลาบ ที่ยืมมาจากคำว่า
กุล้อบ ใน
ภาษาเปอร์เซีย ที่มีความหมายเดิมว่า
น้ำดอกไม้[60] และยืมคำว่า
ปาดรื (Padre) จาก
ภาษาโปรตุเกส แล้วออกเสียงเรียกเป็น
บาทหลวง[61] เป็นต้น
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
อาณาจักรอยุธยามักส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนเป็นประจำทุก
สามปี เครื่องบรรณาการนี้เรียกว่า "จิ้มก้อง"
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการส่งเครื่องราชบรรณาการดังกล่าวแฝงจุดประสงค์ทาง
ธุรกิจไว้ด้วย คือ
เมื่ออาณาจักรอยุธยาได้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายแล้วก็จะได้เครื่องราช
บรรณาการกลับมาเป็นมูลค่าสองเท่า
[62] ทั้งยังเป็นธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง จึงมักจะมีขุนนางและพ่อค้าเดินทางไปพร้อมกับการนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายด้วย
พ.ศ. 2054 ทันทีหลังจากที่ยึดครองมะละกา โปรตุเกสได้ส่งผู้แทนทางการทูต นำโดย ดูอาร์เต เฟอร์นันเดส (Duarte Fernandes) มายังราชสำนัก
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
หลังได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างราชอาณาจักรโปรตุเกสและราช
อาณาจักรอยุธยาแล้ว
ผู้แทนทางการทูตโปรตุเกสก็ได้กลับประเทศแม่ไปพร้อมกับผู้แทนทางทูตของอยุธยา
ซึ่งมีของกำนัลและพระราชสาส์นถึงพระเจ้าโปรตุเกสด้วย
[63]
ผู้แทนทางการทูตโปรตุเกสชุดนี้อาจเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาใน
ประเทศไทยก็เป็นได้ ห้าปีให้หลังการติดต่อครั้งแรก
ทั้งสองได้บรรลุสนธิสัญญาซึ่งอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาค้าขายในราชอาณาจักร
อยุธยา สนธิสัญญาที่คล้ายกันใน พ.ศ. 2135
ได้ให้พวกดัตช์มีฐานะเอกสิทธิ์ในการค้าข้าว
ชาวต่างชาติได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ราชสำนัก
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ผู้ทรงมีทัศนะสากลนิยม (cosmopolitan) และทรงตระหนักถึงอิทธิพลจากภายนอก
ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ที่สำคัญกับญี่ปุ่น
บริษัทการค้าของดัตช์และอังกฤษได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงงาน
และมีการส่งคณะผู้แทนทางการทูตของอยุธยาไปยังกรุง
ปารีสและ
กรุงเฮก
ด้วยการธำรงไว้ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้
ราชสำนักอยุธยาได้ใช้ดัตช์คานอำนาจกับอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างชำนาญ
ทำให้สามารถเลี่ยงมิให้ชาติใดชาติหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไป
[64]
ราชทูตไทยที่ถูกส่งไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เมื่อ พ.ศ. 2229
อย่างไรก็ดี ใน พ.ศ. 2207 ดัตช์ใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้สนธิสัญญาที่ให้
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต เช่นเดียวกับการเข้าถึงการค้าอย่างเสรี
คอนสแตนติน ฟอลคอน
นักผจญภัยชาวกรีกผู้เข้ามาเป็นเสนาบดีต่างประเทศในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช กราบทูลให้พระองค์หันไปพึ่งความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส
วิศวกรฝรั่งเศสก่อสร้างป้อมค่ายแก่คนไทย และสร้างพระราชวังแห่งใหม่ที่
ลพบุรี นอกเหนือจากนี้ มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทในการศึกษาและการแพทย์ ตลอดจนนำแท่นพิมพ์เครื่องแรกเข้ามาในราชอาณาจักรด้วย
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสนพระราชหฤทัยในรายงานจากมิชชันนารีที่เสนอว่า สมเด็จพระนารายณ์อาจเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ได้
[65]
อาณาจักรอยุธยามีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกในด้านการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา โดยชาวตะวันตกได้นำเอาวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาด้วย ต่อมา
คอนสแตนติน ฟอลคอนได้เข้ามามีอิทธิพลและยัง บรรดาขุนนางจึงประหารฟอลคอนเสีย และลดระดับความสำคัญกับชาติตะวันตกตลอดช่วงเวลาที่เหลือของอาณาจักรอยุธยา
อย่างไรก็ดี
การเข้ามาของฝรั่งเศสกระตุ้นให้เกิดความแค้นและความหวาดระแวงแก่หมู่ชนชั้น
สูงของไทยและนักบวชในศาสนาพุทธ
ทั้งมีหลักฐานว่าคบคิดกับฝรั่งเศสจะยึดกรุงศรีอยุธยา
[62] เมื่อข่าวสมเด็จพระนารายณ์กำลังจะเสด็จสวรรคตแพร่ออกไป
พระเพทราชา ผู้สำเร็จราชการ ก็ได้สังหาร
รัชทายาทที่ทรงได้รับแต่งตั้ง
คริสเตียนคนหนึ่ง และสั่งประหารชีวิตฟอลคอน และมิชชันนารีอีกจำนวนหนึ่ง
การมาถึงของเรือรบอังกฤษยิ่งยั่วยุให้เกิดการสังหารหมู่ชาวยุโรปมากขึ้นไป
อีก พระเพทราชาเมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว
ทรงขับชาวต่างชาติออกจากราชอาณาจักร รายงานการศึกษาบางส่วนระบุว่า
อยุธยาเริ่มต้นสมัยแห่งการตีตัวออกห่างพ่อค้ายุโรป
ขณะที่ต้อนรับวาณิชจีนมากขึ้น แต่ในการศึกษาปัจจุบันอื่น ๆ เสนอว่า
สงครามและความขัดแย้งในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18
เป็นเหตุให้พ่อค้ายุโรปลดกิจกรรมในทางตะวันออก อย่างไรก็ดี
เป็นที่ประจักษ์ว่า
บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ยังทำธุรกิจกับอยุธยาอยู่ แม้จะประสบกับความยากลำบากทางการเมือง
[65]
อ้างอิง
ดนัย ไชยโยธา. (2543). พัฒนาการของมนุษย์กับอารยธรรมในราชอาณาจักรไทย เล่ม ๑. โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 305.
ดนัย ไชยโยค. (2550). ประวัติศาสตร์ไทย: ยุคอาณาจักรอยุธยา. โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์. หน้า 8.
ชนิดา ศักดิ์ศิริสัมพันธ์. (2542). ท่องเที่ยวไทย. บริษัท สำนักพิมพ์หน้าต่างสู่โลกกว้าง จำกัด. ISBN 974-86261-9-9. หน้า 40.
Hooker, Virginia Matheson (2003). A Short History of Malaysia: Linking East and West. St Leonards, New South Wales, Australia: Allen and Unwin. p. 72. ISBN 1864489553. สืบค้นเมื่อ 2009-07-05.
George Modelski, World Cities: –3000 to 2000, Washington DC: FAROS 2000, 2003. ISBN 978-0-9676230-1-6. See also Evolutionary World Politics Homepage.
"Ayutthaya, Thailand's historic city". The Times Of India. 2008-07-31.
Derick Garnier (2004). Ayutthaya: Venice of the East. River books. ISBN 974-8225-60-7.
"Ayutthaya Historical Park". Asia's World Publishing Limited. สืบค้นเมื่อ 2011-09-22.
"The Tai Kingdom of Ayutthaya". The Nation: Thailand's World. 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-06-28.
พระบริหารเทพธานี. (2541). ประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒. โสภณการพิมพ์. หน้า 67.
Higham 1989, p. 355
"The Aytthaya Era, 1350–1767". U. S. Library of Congress. สืบค้นเมื่อ 2009-07-25.
Jin, Shaoqing (2005). Office of the People's Goverernment of Fujian Province, ed. Zheng He's voyages down the western seas. Fujian, China: China Intercontinental Press. p. 58. สืบค้นเมื่อ 2009-08-02.
Lt. Gen. Sir Arthur P. Phayre (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta. p. 111.
GE Harvey (1925). History of Burma. London: Frank Cass & Co. Ltd. pp. 167–170.
Phayre, pp. 127–130
Phayre, p. 139
Wyatt 2003, pp. 90–121
Christopher John Baker, Pasuk PhongpaichitA history of Thailand. Cambridge University Press. สืบค้นเมื่อ 13-12-2552. p. 22
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 5.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 6.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 7.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 9.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 10.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 11.
"The Economy and Economic Changes". The Ayutthaya Administration. Department of Provincial Administration. สืบค้นเมื่อ 2010-01-30.
Tome Pires. The Suma Oriental of Tome Pires. London, The Hakluyt Society,1944, p.107
"Ayutthaya". Mahidol University. November 1, 2002. สืบค้นเมื่อ 2009-11-01.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 12.
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 13.
"Background Note: Thailand". U.S. Department of State. July 2009. Archived from the original on 4 November 2009. สืบค้นเมื่อ 2009-11-08.
Ring, Trudy; Robert M. Salkin (1995). International Dictionary of Historic Places: Asia and Oceania 5. Sharon La Boda. Chicago: Fitzroy Dearborn Publishers. p. 56. ISBN [[Special:BookSources/18844964044|18844964044[[หมวดหมู่:บทความที่มีเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือไม่ถูกต้อง]]]] . สืบค้นเมื่อ 2009-12-10.
มร.เดอะ ลาลูแบรฺ. จดหมายเหตุลาลูแบรฺฉบับสมบูรณ์, เล่มที่ 1, แปล สันต์ ท. โกมลบุตร. พระนคร:ก้าวหน้า. 2510, หน้า 46
มร.เดอะ ลาลูแบรฺ. จดหมายเหตุลาลูแบรฺฉบับสมบูรณ์, หน้า 47
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 128
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 130
มร.เดอะ ลาลูแบรฺ. จดหมายเหตุลาลูแบรฺฉบับสมบูรณ์, หน้า 45
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 129
สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน?. หน้า 188
สุภรณ์ โอเจริญ. ชาวมอญในประเทศไทย:วิเคราะห์ฐานะและบทบาทในสังคมไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2519), หน้า 48-68
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันทานุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) . พระนคร:คลังวิทยา, 2507, หน้า 145 และ 403
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันทานุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) , หน้า 446
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันทานุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) , หน้า 463
นิโกลาส์ แชรแวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) . แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. พระนคร:ก้าวหน้า, 2506, หน้า 62
ประชุมพงศาวดารภาคที่ 36 ฉบับหอสมุดแห่งชาติ, เล่ม 9. พระนคร:ก้าวหน้า, 2507, หน้า 150
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันทานุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด), หน้า 507-508
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ไทยรบพม่า. พระนคร:คลังวิทยา, 2514. หน้า 235-237
บังอร ปิยะพันธุ์, หน้า 11
บาทหลวงตาชารด์, แปล สันต์ ท. โกมลบุตร. จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชาร์ด. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร, 2517, หน้า 46
เซอร์จอห์น เบาริง แปล นันทนา ตันติเวสส์. หน้า 73
พลับพลึง มูลศิลป์. ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสสมัยกรุงศรีอยุธยา, กรุงเทพฯ:บรรณกิจ, 2523. หน้า 72
เซอร์จอห์น เบาริง แปล นันทนา ตันติเวสส์. หน้า 95-115
สุ
ภัตรา ภูมิประภาส. นางออสุต:เมียลับผู้ทรงอิทธิพลแห่งการค้าเมืองสยาม.
ในศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 30 ฉบับที่ 11 กันยายน 2552
กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน,2552. หน้า 93
ภาสกร วงศ์ตาวัน. ไพร่ ขุนนาง เจ้า แย่งชิงบัลลังก์สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ:ยิปซี, หน้า 80
ไกรฤกษ์ นานา. 500 ปี สายสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-โปรตุเกส. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553 หน้า 126
สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน?, หน้า 190
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 132
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 133
สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. หน้า 130
สุดารา สุจฉายา. ประวัติศาสตร์เก็บตกที่อิหร่านย้อนรอยสายสัมพันธ์ไทย-อิหร่าน. กรุ่นกลิ่นอารยธรรมเปอร์เซียในเมืองสยาม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2550. หน้า 144
อาทิตย์ ทรงกลด. เรื่องลับเขมรที่คนไทยควรรู้. กรุงเทพฯ:สยามบันทึก, 2552, หน้า 106
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. หน้า 14.
Donald Frederick Lach, Edwin J. Van Kley, "Asia in the making of Europe", pp. 520–521, University of Chicago Press, 1994, ISBN 978-0-226-46731-3
"The Beginning of Relations with Buropean Nations and Japan (sic)". Thai Ministry of Foreign Affairs. 2006. สืบค้นเมื่อ 2010-02-11.
- Smithies, Michael (2002). Three military accounts of the 1688 "Revolution" in Siam. Bangkok: Orchid Press. pp. 12, 100, 183. ISBN 974-524-005-2.
บรรณานุกรม
- โกวิท วงศ์สุรวัฒน์. การเมืองการปกครองไทย: หลายมิติ.
- นิโกลาส์ แชรแวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม (ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) , แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. พระนคร:ก้าวหน้า, 2506
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันทานุมาศ (เจิม) กับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด).พระนคร:คลังวิทยา, 2507
- บาทหลวงตาชารด์, แปล สันต์ ท. โกมลบุตร. จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชาร์ด. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร, 2517
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. อักษรไทยมาจากไหน?. กรุงเทพฯ:มติชน, 2548. ISBN 974-323-547-7
- เซอร์จอห์น เบาริง, แปล นันทนา ตันติเวสส์. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสยามกับต่างประเทศสมัยกรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพฯ:กรมศิลปากร, 2527
- บังอร ปิยะพันธุ์. ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2541. ISBN 974-86304-7-1
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. กรุงเทพฯ มาจากไหน?. กรุงเทพฯ:มติชน, 2548. ISBN 974-323-436-5
แหล่งข้อมูลอื่น
- Suthachai Yimprasert, "Portuguese Lancados in Asia in the Sixteenth
and Seventeenth Centuries, " Ph.D. Dissertation, University of Bristol,
1998.
ดูเพิ่ม
แหล่งข้อมูลอื่น